วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2552

งานครั้งที่5 การทำรีเอ็นจิเนียริ่ง ขั้นที่4 การออกแบบกระบวนการใหม่

การทำรีเอ็นจิเนียริ่งให้สำเร็จ ต้องเปลี่ยนทัศนคติในการทำงานแบบเดิมแล้วหันมายอมรับและทำความเข้าใจกับแนวใหม่ๆ ดังต่อไปนี้
1.การรวมงานหลายงานเป็นงานเดียว เช่น การลดปริมาณเอกสารที่เกี่ยวข้องกันระหว่างฝ่ายบัญชีกับฝ่ายต่างๆ เป็นการลดข้อผิดพลาดของงานท่อาจเกิดขึ้น
2.พนักงานเป็นผู้ตัดสินใจและการตัดสินใจกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของงาน จะเป็นการเพิ่มหน้าที่ในการทำงานของพนักงานจาการทำงานตามหน้าที่แล้วเพิ่มอำนาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับงานที่ทำควบคู่กันไป
3.ขั้นตอนในกระบวนการทำงานถูกปฎิบัติด้วยคำสั่งตามปกติ ซึ่งงานก็จะถูกจัดลำดับตามความต้องการรของสิ่งนั้น
4.มีรูปแบบที่ยืดหยุ่นของกระบวนการได้หลายรูปแบบ ไม่ใช่มีขนาดเดียวเหมาะกับทุกกระบวนการ
5.งานถูกทำเมื่อเหมาะสมกับเหตุผล งานถูกโยกย้ายข้ามเขตแดนของการจัดองค์การเพื่อปรับปรุงกระบวนการทั้งหมด
6.
การตรวจสอบและการควบคุมกระทำให้น้อยลงและกระทำเมื่อเกิดความเหมาะสม
7.การประนีประนอมทำให้น้อยที่สุด มีการลดจุดติดต่อภายนอก ซึ่งจะช่วยลดปัญหาความขัดแย้งของข้อมูล
8.ผู้บริหารที่ป็นคู่กรณี ต้องเตรียมประเด็นหลักของการติดต่อกับลูกค้า และถือความรับผิดชอบต่อกระบวนการทั้งหมดเพื่อการตอบคำถามของลูกค้า การแก้ปัญหาให้ลูกค้า
9.มีรูปแบบผสมระหว่างการปฎิบัติการแบบรวมอำนาจ และกระจายอำนาจเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป
10.การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ องค์การต้องมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศนี้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยไม่ก่อให้เกิดอุปสรรคในการทำรีเอ็นจิเนียริ่ง
การออกแบบกระบวนการใหม่ จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในสิ่งต่างๆดังต่อไปนี้
1.
หน่วยงานเปลี่ยนจากฝ่ายตามหน้าที่มาเป็นทีมงาน
2.งานถูกเปลี่ยนจากงานไม่ซับซ้อนมาเป็นงานที่มีหลายมิติ
รูปแบบเนื้องานจะเปลี่ยนจากงานง่ายๆมาเป็นงานที่มีคุณค่าและสาระมากขึ้น
3.การเปลี่ยนบทบาทของคนจากการควบคุมมาเป็นการให้อำนาจ เมื่อให้ทีมงานเข้ามาปฎิบัติงานตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการทำงานแล้ว จะต้องให้อำนาจในการตัดสินใจด้วย

4.เปลี่ยนวิธีเตรียมงานจากการฝึกอบรมมาเป็นการศึกษา
5.เน้นการวัดผลการปฏิบัติงานและการสลับค่าตอบแทนจากกิจกรรมของงานมาเป็นผลลัพธ์ของงาน
6.เปลี่ยนหลักเกณฑ์ในการพิจารณาความก้าวหน้าในอาชีพการงานจากผลการปฏิบัติงานมาเป็นการพิจารณาจากความสามารถ
7.เปลี่ยนค่านิยมจากการป้องกันมาเป็นการเพิ่มพูนผลงาน
8.เปลี่ยนแปลงบทบาทของผู้บริหารจากผู้ควบคุมดูแลมาเป็นผู้ให้คำแนะนำปรึกษา
9.การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์การจากลำดับสายการบังคับบัญชามากมาเป็นแนวราบให้มากขึ้น
10.เปลี่ยนแปลงนักบริหารจากผู้ตัดสินให้คะแนนมาเป็นผู้นำ

วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2551




ประเทศเวียดนาม เป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในคาบสมุทรอินโดจีน มีพื้นที่ทั้งสิ้นประมาณ ๑๒๗,๒๐๗ ตารางไมล์ ตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกของคาบสมุทรอินโดจีน มีรูปร่างยาวโค้ง ตอนกลางแคบทอดเป็นแนวยาวจากเหนือจรดใต้ เป็นระยะทางประมาณ ๑,๓๕๐ ไมล์ และมีฝั่งทะเลยาวประมาณ ๑,๔๐๐ ไมล์ รูปร่างคล้ายพัดจีน มีด้านอยู่ทางตอนใต้ มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศต่าง ๆ คือ ทิศเหนือ ติดต่อกับประเทศจีน ในเขตแคว้นยูนาน กวางสี และกวางตุ้ง
ทิศตะวันออก จรดอ่าวตังเกี๋ย และทะเลจีน
ทิศใต้ จรดทะเลจีน และอ่าวไทย
ทิศตะวันตก จรดประเทศกัมพูชา และประเทศลาว
ลักษณะภูมิประเทศ
ลักษณะภูมิประเทศ โดยทั่วไปเป็นป่าเขาทางภาคเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางตะวันออกเฉียงเหนือติดต่อกับจีน จะมีภูเขามากที่สุด เส้นทางคมนาคม มีแต่ตามช่องเขาต่าง ๆ ภาคกลางเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำแดง เป็นที่อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก ภาคใต้เป็นที่ราบริมฝั่งทะเล ทำการเพาะปลูกได้ตามพื้นที่ปากแม่น้ำต่าง ๆ โดยเฉพาะบริเวณที่ราบลุ่มปากแม่น้ำโขงอันกว้างใหญ่ ประเทศเวียดนามมีรูปร่างเหมือนตัวเอสทอดตัวยาวตามแหลมอินโดจีน โดยมีตะวันออกติดทะเลจีนใต้ มีแนวพรมแดนยาว 3,444 กม. ด้านเหนือติดประเทศจีนยาว 1,281 กม. ด้านตะวันตกติดประเทศลาวยาว 2,130 กม. และติดประเทศกัมพูชายาว 1,228 กม. โดยเวียดนามมีแนวชายฝั่งยาวถึง 2,500 กิโลเมตร 3ใน4 ของพื้นที่ของประเทศเป็นภูเขาและป่าคลอบคลุมทะเล ไหล่ทวีปรวมถึงหมู่เกาะสแปรตลี และพาราเซลที่หลายประเทศต่างอ้างเป็นเจ้าของ เนื่องจากเป็นแหล่งน้ำมันดิบที่อุดมสมบูรณ์
ลักษณะภูมิอากาศ เวียดนามเป็นประเทศที่อยู่ในเขตมรสุมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระหว่างเส้นทรอปิกออฟแคนเซอร์และเส้นศูนย์สูตร เนื่องจากประเทศมีความยาวมาก ภูมิอากาศจะหลากหลายต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น
ข้อมูลประชากร
จำนวนประชากรประมาณ 85.3 ล้านคน ความหนาแน่นของประชากร ประมาณ 261.87 คนต่อตารางกิโลเมตร(ปี 2007)
เชื้อชาติ
ชาวเวียดนาม หรือ เชื้อชาติกิงห์ เป็นคนส่วนใหญ่ของเวียดนาม หรือประมาณร้อยละ 90 ของประเทศ ประชากรเวียดนามที่อยู่ในวัยทำงานมีประมาณ 44.58 ล้านคน (2006) หรือกว่าร้อยละ 50 ของประชากรทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551


การดูแลและรักษาความปลอดภัยของระบบ OA
เพื่อรักษาดูแลความปลอดภัยให้กับระบบOAและยังช่วยรักษาเอกสารหรือข้อมูลอัตโนมัติมีขั้นตอนการดำเนินการดังนี้
1. ป้องกันสื่อแม่เหล็กจากการวางหรือเก็บไม่เหมาะสม เช่น Hard disk ต้องป้องกันจากฝุ่นและการแตกหักทางกายภาพ
2. จัดทำการสำรองข้อมูล เพื่อควบคุมตามจุดประสงค์ โดยมีแผ่นต้นฉบับและแผ่นสำเนา แล้วจัดเก็บต้นฉบับในที่สมควรและปลอดภัยจากการโจรกรรมและไวรัสทางคอมพิวเตอร์ โดยก่อนใช้ทุกครั้งควรตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลด้วยวิธีการต่างๆ เช่น

2.1 ตรวจเช็คจากระบบตรวจสอบภายในคอมพิวเตอร์

2.2 ทดสอบโปรแกรมคอมพิวเตอร์อย่างระมัดระวัง

2.3 รวจสอบความสมบูรณ์และความถูกต้องของข้อมูลก่อนนำข้อมูลเข้าระบบคอมพิวเตอร์

3. จัดตั้งวิธีรักษาความปลอดภัยเพื่อป้องกันการเข้าระบบ โดยไม่ได้รับอนุญาต เช่น

3.1 passwords เป็นรหัสผ่านด้วยคำเฉพาะ สัญลักษณ์ หรือรหัสอื่น

3.2 encryption การแย่งใช้ข้อมูลจากจุดหนึ่งไปถึงอีกจุดหนึ่งป้องกันข้อมูลรั่วไหล

3.3 all-backจัดระบบโดยกำหนดให้คอมพิวเตอร์ตรวจสอบกลับว่าผู้ร้องขอข้อมูลมีอำนาจ ผ่านเข้ามาจริงหรือไม่

3.4 Key & card มีกุญแจพิเศษหรือการ์ดแม่เหล็กคล้ายบัตร ATM

3.5 คุณลักษณะของแต่ละคน เช่น เสียงพูด ลายนิ้วมือ เป็นต้น

4. ใช้การดูแลรักษาและตรวจวัดระบบรักษาความปลอดภัย เพื่อป้องกันข้อมูลใน internal memory เช่นอาจเกิดกรณีกระแสไฟฟ้าขัดข้อง ควรติดตั้งระบบป้องกันพลังงานหยุดชะงัก หรือติดตั้งระบบไฟสำรองฉุกเฉิน (UPS)

5. ติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์ รวมทั้งหมั่นคอยดูแลและติดตามความเคลื่อนไหวในการทำงานของระบบเป็นระยะๆ เพื่อสังเกตความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นจากการทำงานหรือไวรัสชนิดใหม่ๆ ที่ถูกปล่อยออกมาทำลายระบบ

6. ปัญหาอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ ที่มีเพิ่มขึ้นในโลกธุรกิจ เป็นปัญหาระดับชาติโดยการแอบเข้าไปในระบบผู้อื่นแล้วนำข้อมูลกลับมาขายหรือดำเนินการผิดกฎหมายใดๆ ทางธุรกิจต่อระบบคอมพิวเตอร์ เรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่ซึ่งต้องมีกฎหมายรองรับชัดเจน และในขณะที่อยู่ในระหว่างป้องกันตัวเอง ผู้บริหารสำนักงานควรป้องกันข้อมูลโดยการสำรองเก็บตลอดจนเพิ่มระบบรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด
แหล่งที่มา http://school.obec.go.th/t3udon/oa1.htm


วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

งานครั้งที่2 เทคโนโลยีอาคารอัจฉริยะ

อาคารอัจฉริยะ
อาคารอัจฉริยะ (INTELLIGENT BUILDING) นั้นมาจากแหล่งกำเนิดสองประเทศ คือ อเมริกาและญี่ปุ่นซึ่งมีแนวคิดความคิดแตกต่างกันออกไป กล่าวคือ อเมริกาจะเน้นถึงการบริหารอาคาร ให้มีประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงาน ความปลอดภัย ความสะดวกสบายของคนทำงานในอาคาร และการบำรุงรักษา ส่วนญี่ปุ่นจะเน้นถึงการสื่อสารโทรคมนาคม โทรศัพท์ และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ทั้งการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ในอาคาร อาคารอัจฉริยะ มีชื่อเรียกได้หลายชื่อ ตั้งแต่ ตึกฉลาด (Smart Building) อาคารเทคโนโลยีชั้นสูง (High Tech Building, High Tech Real Estate) แต่ชื่อ ที่ฮิตที่สุด คงเป็น “Intelligent building” ซึ่งคนไทยนำมาแปลเป็นคำว่า อาคารอัจฉริยะ จริงๆแล้วคำว่า “Intelligent” ไม่ถึงขั้นฉลาดเป็นอัจฉริยะ แต่ เป็นแค่ ฉลาด-รู้จักคิด เท่านั้น คนไทยคงเห็นว่าไม่ขลังเลยยกฐานะให้เป็นอัจฉริยะเสียเลยให้ดูสูงส่งหน่อย ไม่แน่ว่า ฝรั่งมาเห็น คนไทย ใช้คำแบบนี้ อาจ เปลี่ยนมาเรียกเป็น “Genius Architectural” ก็ได้ ในการเรียกตึกว่าเป็นอาคารอัจฉริยะนั้นเราใช้เรียกในแง่ตรงข้ามกับที่ใช้ในวงการกล้องถ่ายรูป ตัวอย่างเช่น กล้องที่ใช้งานง่ายๆ เป็นระบบอัตโนมัติ ทั้งหมด โดยคนใช้ไม่ต้องทำอะไร นอกจากเล็งภาพ กดปุ่ม เราเรียกกล้อง ชนิดนี้ว่า กล้องปัญญาอ่อน ไม่ยักเรียกว่า กล้องอัจฉริยะ ซึ่งน่าจะเรียกชื่อนี้ มากกว่า น่ากลัวคนตั้งชื่อ จะประชดคนใช้งาน เสียมากกว่า กระมัง ถือเป็นโชคดีที่วงการอสังหาริมทรัพย์ไม่ตามอย่างการเรียกชื่อในวงการกล้องถ่ายรูป ขืนใช้ แนวทางเดียวกันคงไม่มีใคร มาซื้อตึก หรือเช่าพื้นที่ในอาคาร
วัตถุประสงค์การออกแบบอาคารให้เป็นอาคารอัจริยะ
- ออกแบบให้สามารถเปลี่ยนแปลงหรือปรับปรุงพื้นที่ใช้สอยและการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีในอนาคต
- ลดการใช้พลังงานและค่าใช้จ่ายในการใช้สอยอาคารเพื่อประกอบธุรกิจนั้น ๆ



อาคารยุค ปลายทศวรรษที่ 80 อาคาร NEC Tower


อาคาร Turbine Tower




อาคารยุคปลายทศวรรษที่ 90 อาคาร Hong Kong Bank




วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

งานครั้งที่1

ความหมายของสำนักงาน อัตโนมัติ คือ
การสร้างระบบที่ใช้ในการประมวลข่าวข้อมูลไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบของข้อมูลที่เป็นตัวเลข รูปภาพข้อความ และเสียงที่มีระบบเป็นรูปแบบสามารถเก็บและเรียกมาใช้งานได้ตามต้องการ การบริหารข้อมูลข่าวสารสะดวกรวดเร็ว ปัจจัยที่สำคัญต่อระบบสำนักงานอัตโนมัติคือ ระบบการสื่อสาร โทรคมนาคม ซึ่งเป็นการสื่อสารเชื่อมต่อในการรวบรวมแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน ดังนั้นการได้เปรียบเสียเปรียบจึงวัดกันที่ใครมีข้อมูลข่าวสารเพื่อนำมาตัดสินใจได้ดีกว่า ถูกต้องกว่าทันสมัยกว่าและรวดเร็วกว่าสำนักงานอัตโนมัติ (Office Automation) คือ กระบวนการในการนำเทคโนโลยีมาช่วยคนในสำนักงานให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เทคโนโลยีที่นำมาใช้นั้นรวมถึงคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สำนักงานอัตโนมัติ เช่น เครื่องพิมพ์ดีดชนิดต่างๆ ที่อาศัยเทคโนโลยีชั้นสูง การสื่อสารด้วยเทคโนโลยีทางการสื่อสาร เช่น ระบบโทรศัพท์อัตโนมัติดิจิตอล โทรสาร การสื่อสารผ่านดาวเทียม ไฟเบอร์ออฟติค ฯลฯ การนำระบบสำนักงานอัตโนมัติมาใช้จะช่วยให้องค์การได้ข้อมูลที่รวดเร็วทันต่อความต้องการ ข้อมูลมีความถูกต้องมากขึ้น ประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว ลดเวลาในการทำงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการติดต่อสื่อสาร ในขณะเดียวกันก็ลดงานด้านการจัดทำเอกสารและการจัดเก็บเอกสาร ลดปริมาณกระดาษที่ใช้ในสำนักงานให้ลดน้อยลง
ประโยชน์ของสำนักงานอัตโนมัติ

1. ได้ข้อมูลรวดเร็วทันทีกับความต้องการ
2. ข้อมูลที่ได้มีความถูกต้องมากขึ้น
3. ประหยัดเวลาและค่าใช่จ่ายในด้านแรงงาน
4. เพิ่มประสิทธิภาพด้านการติดต่อสื่อสาร
5. ลดงานในการควบคุมที่ไม่จำเป็น
6. เกิดการควบคุมงานในภาพรวมดีขึ้น เพราะคุณภาพงานสูงขึ้น
7. ช่วยปรับปรุงขวัญและกำลังใจในการทำงานและเพิ่มความพึงพอใจในงาน

เทคโนโลยีหลักสำหรับงานสำนักงานอัตโนมัติมีอยู่ 3 ประเภท คือ
1. เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ หมายถึง อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ทั้งหมด
2. เทคโนโลยีสำนักงานได้แก่ เครื่องพิมพ์ดีดที่ทำสำเนาได้หลายชุด เครื่องถ่ายเอกสาร เป็นต้น

3. เทคโนโลยีการสื่อสารได้แก่ โทรศัพท์ การสื่อสารผ่านดาวเทียม

แหล่งที่มาของข้อมูลทั้งหมด http://school.obec.go.th/t3udon/oa1.htm